sweetnefertari

we're gonna wish upon a star... we never wished upon before

Thursday, September 08, 2005

พม่าเอ๋ย...ข้าพเจ้ามาแล้ว ตอนที่ 1

พม่าเอ๋ย...ข้าพเจ้ามาแล้ว ตอนที่ 1

ในที่สุดก็ทนเสียงเรียกร้องจากใจตัวเองไม่ไหว ต้องเขียน ต้องเขียนจนได้ ทั้งที่เวลาในการทำวิทยานิพนธ์ก็ช่างเร่งเร้าเข้ามา จนเร้าร้อน ร้อนรน ทุรนทุรายหัวใจไปหมด

การเดินทางครั้งนี้ เป็นการเดินทางออกนอกประเทศพร้อมกับคุณแม่เป็นครั้งแรก ห่วงเหลือเกินกับความดันของคุณแม่ ว่ามันจะมาดันเอาตอนอยู่พม่ามั๊ยนะ แต่ในที่สุดก็ได้ไปนั้นแหละ ไปกับคณะทัวร์คณะใหญ่ ถึง 80 กว่าชีวิต เดินทางวันที่ 21-23 มีนาคม 48

เราออกเดินทางกันช่วงเช้า ด้วยเครื่องบินจากสายการบินภูเก็ตแอร์ไลน์ ด้วยเครื่องบินลำเล็ก แต่ที่นั่งเพียบ เบียดยังกับนั่งรถตู้ แถมบินเอียงไปเอียงมาเพราะความเล็กร่อนของมัน ยังดีที่ขนมอร่อย ทำให้ลืมความเสียวได้เล็กน้อย ใช้เวลาเดินทางไม่นานก็ถึงย่างกุ้งอย่างปลอดภัย

เราเดินทางจากสนามบิน ไปโรงแรมที่พักด้วยรถบัส พักโรงแรมNikko เจ้าของเป็นญี่ปุ่น อยู่ใกล้ทะเลสาบด้วย แต่น่าเสียดายที่มองจากหน้าต่างห้องของหญิงเนอเฟอร์ฯ(อีชั้นเอง)ไม่เห็น

เก็บข้าวเก็บของเรียบร้อยแล้ว คณะทัวร์ก็พาเราไปกินข้าวที่ภัตราคารอาหารไทย ที่เชื่อได้ว่าไม่ใช่คนไทยเป็นเจ้าของ เพราะรสชาติไม่ใช่เอาซะเลย แค่คล้ายมากกว่า

อิ่มแล้วคณะทัวร์แนะนำให้เรารู้จักกับไกด์ท้องถิ่นประจำรถ คันของหญิงเนอเฟอร์ฯชื่อ มานิต เป็นชาวเชียงตุง เช่นเดียวกับ Mr.Boon ไกด์ท้องถิ่นประจำรถอีกคัน ที่ลูกทัวร์ตั้งชื่อให้เค้าว่า บุญยืน ไกด์ไทยแนะนำให้เราปฏิบัติ 3 ข้อ คือ 1. ไม่คุยเรื่องการเมือง 2. ลืมความสะดวกสบายที่เมืองไทยไปให้หมด และ 3 จำบ่ได้เด้อ

สถานที่แรกที่คณะทัวร์พาเราไปคือ เจดีย์กลางน้ำ เรียกเป็นภาษาถิ่นว่า ยีเลพะยา เมืองสิเรียม ฟังอยู่นานกว่าจะเข้าใจ เพราะมานิต บอกว่า เมืองสี่เหลี่ยม? เป็นศิลปะมอญดั้งเดิม มีเจดีย์แยยูค ที่ชาวพม่านับถือ มีพระประทานคือ งาซาตพะยา เป็นศิลปะพม่า ทรงเครื่องด้วยทองคำแท้ มานิตบอกว่า ศิลปะพุกามกับศิลปะพม่าต่างกันที่ ศิลปะพม่าจะมีลวดลายมากกว่า โดยเฉพาะลายกนก

วัดทุกวัดที่นี่ ต้องถอดรองเท้า รวมทั้งถุงเท้าด้วย แนะนำว่าควรใส่รองเท้าแตะไป ถ้าไม่อยากวางไว้ก็เอาใส่กระเป๋าได้ แต่ส่วนใหญ่เค้าเอาไว้ในรถกันค่ะ หรือจะฝากไว้ข้างหน้าก็ได้ เค้ามีที่รับฝาก บริจาคตามศรัทธา

จากนั้น เรามาเริ่มต้นกันที่ย่างกุ้งอีกครั้ง ที่ พระธาตุเขี้ยวแก้ว วัดพระเขี้ยวแก้วจุฬามณี สวยงามมากจนครั้งแรกที่เข้าไป ยังทำเอาขนลุก และคิดเอาเองว่า “ของจริง พระเขี้ยวแก้วองค์นี้ต้องเป็นของจริงอย่างแน่นอน องค์อื่นอาจจะโม้ แต่องค์นี้ไม่โม้แน่ๆ ชัวร์” ที่ไหนได้ มานิตบอกว่า เป็นองค์จำลองซะนี่!! เสียselfไปพักนึง ก็แหม…มั่นใจซะขนาดนั้น




....................................... นี่ไงพระธาตุเขี้ยวแก้ว สวยมั๊ยค่ะ

พระหินขาว (Lawka Chantha Abaya Lamuni Buddha) ชื่อก็บอกว่า เป็นหินขาว เดิมหนัก 600 ตัน ก่อนที่จะสลักเสลาจนเหลือ 500 ตัน แต่ก็ยังนับว่าใหญ่อยู่มาก สูง 37 ฟุต กว้าง 24 ฟุต พระหัตถ์ขวาบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ที่นำมาจากสิงคโปร์และศรีลังกา คล้ายปางมารวิชัย ต่างกันแค่แบมือออก หมายถึง การขับไล่ศัตรู และประทานความเจริญ และนำหินที่เหลือมาสลักเป็นพระบาทซ้ายขวา แล้วนำมาวางไว้หลังพระพุทธรูป น่าเสียดายที่เค้าทำห้องกระจกล้อมองค์พระไว้ ถ่ายรูปไม่ชัดเลย

มหาเจดีย์ชเวดากอง (Shwedagon Pagoda) บรรจุด้วยพระเกศาพระพุทธเจ้า จำนวน 8 เส้น ประวัติคือ พ่อค้า 2 พี่น้องเดินทางไปค้าขายที่อินเดีย สมัยพุทธกาล เป็นผู้อันเชิญมา!!??

สงสัยมั๊ยค่ะ อีชั้นสงสัยมากกก…กก สมัยพุทธกาล หมายถึง 2548 กว่าปีที่แล้วนะรึ ฟังแล้วขัดใจมักๆค่ะ ก็สมัยนั้นน่ะ ศาสนาพุทธยังไม่เข้ามาดินแดนสุวรรณภูมิเล๊ย…เจ้าค่าเอ้ย กว่าพุทธศาสนาจะเข้ามานะคะ ก็สมัยพระเจ้าอโศกมหาราชนู่น อีกหลายร้อยปีต่อมาเชียว อย่างนี้ก็เท่ากับว่าเป็นผม 8 เส้นนั้น เป็นของใครก็ไม่รู้ ผู้คนในดินแถบนี้ยังไม่รู้จักหรอกค่ะ แล้วจะเอามาบรรจุใส่เจดีย์ทำไมละค๊า แต่ไม่กล้าถามไกด์อะค่ะ กลัวโดนตืบ - - “

หากใครรู้ช่วยอธิบายด้วยเถอะ จะเป็นพระคุณอย่างสูงลิ่วเลย

....................................................กำลังบูรณะ

เอ้า…มาว่ากันเรื่องเจดีย์ต่อ พระมหาเจดีย์องค์นี้ประดิษฐานบนเนินดินชื่อ Singuttara มีลานรูปสี่เหลี่ยม และเป็นเนินดินที่สูงที่สุดในเขตปริมณฑลย่างกุ้ง มีความสูงถึง 109 เมตร และยาวโดยรอบประมาณ 473 เมตร รอบๆมีเจดีย์เล็กๆอีกนับร้อยองค์ มีซุ้มประตูสี่ด้าน ที่บนยอดฉัตรของพระมหาเจดีย์ประกอบด้วยเพชรพลอยมากมาย คาดว่าสร้างเมื่อราวต้นพุทธศตวรรษ

หญิงเนอเฟอร์ฯได้เดินเวียนเทียนกะเค้าด้วย ตามเจตนารมย์ของคณะทัวร์ ที่ต้องการให้มาสักการะพระมหาเจดีย์เมื่อเวลาเย็น ให้เราสามารถเวียนเทียนกันได้อย่างไม่ลำบากมากนัก เหนื่อยเอาการ เดินเกินอีกต่างหาก เพราะหาแม่ไม่เจอ เดินวนๆมันอยู่อย่างนั้น แถมลื่นโชว์พม่าอีก ก็ที่นั้นน่ะ เค้าจะเปิดโอกาสให้พุทธศาสนิกชนพม่าได้ทำการถูพื้น วิธีการคือ เค้าจะเอาน้ำมาพรมๆ แล้วก็ให้ชาวพม่าเรียงหน้ากระดานกันถูกอย่างเป็นระเบียบ เวียนเทียน 3 รอบ ก็ลื่นมันทั้ง 3 รอบ แต่คุณพระยังช่วย อีชั้นทรงตัวอยู่ทุกรอบเจ้าค่ะ ^_^

วันนี้ ตลอดทั้งวันสงสารมานิตเหลือใจ ก็ลูกทัวร์ปากเปราะบางคน ไปที่ไหนก็ว่า “ทองของเรา ไหว้ทองของเราทำไม” ได้ฟังแล้วถึงกับต้องไปคุยกับมานิตเป็นการส่วนตัวเลยว่า “อย่าไปโกรธพวกเค้าเลยนะ ลูกทัวร์เหล่านี้เป็นคนรุ่นเก่า พวกเค้าไม่รู้ ไม่เค้าใจ แต่คนรุ่นใหม่ๆที่มีการศึกษาที่ดีพอต่างก็เข้าใจมากแล้วนะ ว่ามันเป็นเรื่องระหว่างหงสาวดี กับอยุธยา ไม่ใช่ประเทศพม่ากับประเทศไทย และมันก็เป็นความชอบธรรมในอดีต ที่จะใช้ทัศนะแบบปัจจุบันไปตัดสินไม่ได้” โชคดีที่มานิตเข้าใจ

ตกเย็นเรามากินข้าวแบบbuffetกันที่ ภัตราคารการะเวก (Karaweik Hall) ภัตราคารกลางน้ำที่ย่างกุ้ง อาหารอร่อย แถมการแสดงนาฏลีลาแบบพม่า ตอนแรกนึกว่าระบำโยเดีย แต่ไกด์ไทยบอกว่า เป็นการร่ายรำที่เรียนแบบท่าทางของหุ่นกระบอก แหม อยากเห็นระบำของจริงจังเลย แต่ถึงเห็นก็แยกไม่ออกอยู่ดี มีโขนพม่าด้วย เสนอตอนทศกัณฑ์ฉุดนางสีดา แปลกตาดี


สถานที่นี้ เคยให้เป็นที่รับรองแขกบ้านแขกเมืองมาแล้วด้วยนะ เรียกว่าชาวพม่าเค้าภูมิใจนำเสนอกันเลยที่เดียว


อะ อะ นี้แค่วันแรก แต่เอาไว้ต่อตอนที่ 2 คราวหน้านะคะ วันนี้หมดแรงโหลดรูปแล้วค่ะ นานเหลือเกิน

โปรดติดตาม

7 Comments:

At Thursday, September 08, 2005 11:47:00 PM , Blogger guilty knowledge said...

ดีมากๆๆๆ....กะลังจะพาแม่ไปเที่ยวเหมือนกัน...she ฝังใจอะไรไม่รู้จะไปไหว้ชเวดากองให้ได้ในชาตินี้...ส่วนพ่อน่ะ หัวเด็ดตีนขาดก็ไม่ไป.. 1.ชอบเมืองทันสมัยมากๆ 2.โกรธพม่ายังไม่หาย (สงสัยเป็นคนรุ่นนั้นมาเกิด)...เดี๊ยนเลยต้องเป็นคนพาไป

หาข้อมูลแถวนี้ก็ดีแฮะ.... เล่ามาละเอียดทุกช็อตนะ

แต่เจ๊ไม่ไปภูเก็ตแอร์แล้ว เดี๋ยวมันไม่ให้กลับ

 
At Monday, September 12, 2005 12:31:00 PM , Blogger Crazycloud said...

เราต้องเอาทองกลับคืนมา.......ประเทศชาติกำลังล่มสลาย.......เราต้องเอาทองไทยในพม่ากลับมา........ชาวบ้านบางระจันจะได้นอนตายตาหลับ........เอาทองกลับมามามามามามามามามามามมมามามา

 
At Tuesday, September 13, 2005 1:51:00 AM , Blogger sweetnefertari said...

เค้าให้คืนมาแล้วพี่ สมัยนายกฯอูนุ ตอนที่พม่าเป็นประชาธิปไตย เค้าก็อยากจะสานสัมพันธไมตรีกับเรานั้นแหละ ให้เป็นจำนวนเงินไม่กี่ล้านสมัยนั้น แต่ก็หลายล้านสมัยนี้

เลิกโกรธกันได้แล้ว เพราะมันเป็นมติสวรรคที่เรากับพม่าไม่อาจแยกจากกันได้ โกรธกันให้ตายก็ย้ายประเทศหนีไม่ได้หรอก

ไม่เชื่อเด๋วเอาภาคนิพนธ์ตอนเรียนตรีไปให้อ่าน ทำไปร้องไห้ไป สงสารเค้า หรือไม่ก็ดูหนังเรื่องเก็บแผ่นดินก็ได้ อย่างนั้นเลย

 
At Wednesday, September 14, 2005 7:25:00 PM , Blogger Crazycloud said...

เอ้า เหรอ!

 
At Saturday, September 17, 2005 11:53:00 AM , Blogger Crazycloud said...

พม่า มาทีเดียว หายไปเลย น้องหญิง รีบเขียนเร็วสิ เดี๋ยวยากูซ่ามีน้ำโหนะ อยากอ่าน อยากอ่าน หงะ

 
At Saturday, September 17, 2005 10:06:00 PM , Blogger sweetnefertari said...

มันเขียนเสร็จพร้อมๆกันแหละพี่ยากูซ่า แต่มันลงเองไม่ได้ ฟายมันใหญ่ เนทมันก็ช้า

อดใจรออีกนิดนะลูกพี่ กำลังพยายามโพสอยู่ค๊า...

 
At Sunday, September 18, 2005 5:10:00 PM , Blogger Crazycloud said...

เข้าใจแล้วครับ

ยากูซ่า หน้าหวาน

 

Post a Comment

Subscribe to Post Comments [Atom]

<< Home